ข้อบังคับฉบับใหม่
สมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย
Thai Urban Designers
Association

1ความทั่วไป
1. นามสมาคม สมาคมนี้มีนามว่า สมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย ย่อว่า ส ช ม เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า THAI URBAN DESIGNERS ASSOCIATION OF ย่อว่า T U D A

2. เครื่องหมาย เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูป การออกแบบชุมชนเมือง


(มีความหมายดังนี้ เส้นตาราง หมายถึงโครงร่างของชุมชนหรือเมือง รูปกลุ่มอาคาร 3 มิติ หมายถึงการวางผังและออกแบบที่ครอบคลุมถึง 3 มิติ ยอดแหลมบนกลุ่มอาคาร หมายถึงลักษณะไทยและวัฒนธรรมไทย วงกลม หมายถึงความเป็นสากล)

3. สำนักงาน สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

4.วัตถุประสงค์ของสมาคม
4.1 เพื่อสนองตอบตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติสถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง พุทธศักราช 2543
4.2 เพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่น ความรักสามัคคี มีจรรยาบรรณ และจริยธรรม ในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง
4.3 เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ พัฒนา วิทยาการ ความรู้ วิชาการและทักษะของสมาชิกเพื่อให้ประกอบวิชาชีพเป็นไปอย่างถูกต้อง
4.4 เพื่อเผยแพร่ ให้บริการ และให้ความรู้ ข้อมูลและความเข้าใจเรื่องชุมชนเมือง ต่อสาธารณะชน และหน่วยราชการ
4.5 เพื่อประสาน เสริมสร้าง ร่วมมือในกิจกรรม กับผู้ร่วมสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมอื่น ตามพระราชบัญญัติสภาสถาปนิก พุทธศักราช 2543

2. สมาชิก
5.ประเภทสมาชิก
5.1 สมาชิกสามัญ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

( 1 ) สมาชิกสามัญ ประเภท สายตรง ได้แก่

ก. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขาสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง (Urban Design) หรือสาขาอื่นที่เทียบเท่าที่สภาสถาปนิกรับรองวุฒิการศึกษา

ข. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขาสถาปัตยกรรม หรือ สาขาภูมิสถาปัตยกรรมและศึกษาต่อในสาขาผังเมือง (Urban Planning) หรือสาขาอื่นที่เทียบเท่า ที่สภาสถาปนิกรับรองวุฒิการศึกษา

ค. ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง จากสภา สถาปนิก

( 2 ) สมาชิกสามัญ ประเภท สายรอง ได้แก่
ก. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาสถาปัตยกรรม หรือสาขาภูมิสถาปัตยกรรม มีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง (Urban Design) และ หรือ ผังเมือง (Urban Planning) หรือในชื่ออื่นที่เทียบเท่า มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย

ข. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาการบริหารชุมชนเมือง (Urban Affairs) หรือในชื่ออื่นที่เทียบเท่า มีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง (Urban Design) และ หรือ ผังเมือง (Urban Planning) ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย

ค. ผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง (Urban Design) มา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารของสมาคม สถาปนิกชุมชนเมืองไทย 5.2 สมาชิกนิติบุคคล ได้แก่ สมาชิกซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมประเภทนิติบุคคลจากสภาสถาปนิกแล้ว

5.3 สมาชิกสมทบ ได้แก่
ก. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป จากสาขาวิชา การผังเมือง

ข. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป จากสาขาอื่นที่มิใช่สถาปัตยกรรม แต่ทำการศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชา การผังเมือง

ค. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป จากสาขาอื่นที่มิใช่สถาปัตยกรรม แต่ทำการปฏิบัติวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง หรือการผังเมืองตามที่คณะกรรมการบริหารของสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทยเห็นควร

5.4 สมาชิกภาคี ได้แก่ ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง ที่สภาสถาปนิกรับรอง ระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปีที่ 3 ขึ้นไป หรือระดับปริญญาโทขึ้นไป

5.5 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลหรือสถาบัน ที่มีชื่อเสียงและหรือมีคุณวุฒิ และประสบการณ์ในการศึกษาหรือการพัฒนาชุมชนเมืองมาแล้ว โดยการพิจารณาของกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย เชิญมาเป็นสมาชิก

6. คุณสมบัติของสมาชิก บุคคลที่จะเข้าเป็นสมาชิกต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

6.1 เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประเภทสมาชิก

6.2 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

6.3 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ

6.4 ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารของสมาคม เห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสมาคม และต่อวิชาชีพ

6.5 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือมีจิตฟั่นเฟือน

7. ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม
7.1 สมาชิกสามัญ จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ค่าบำรุง ตลอดชีพ 2,000 บาท

7.2 สมาชิกนิติบุคคล จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ค่าบำรุง ตลอดอายุการจด ทะเบียนนิติบุคคล 10,000 บาท

7.3 สมาชิกสมทบ จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาทค่าบำรุงเป็นรายปี ปีละ 1,000 บาท

7.4 สมาชิกภาคี จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ไม่มีค่าบำรุงการรายปี

7.5 สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

8. การเข้าเป็นสมาชิก การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อนายทะเบียนโดยมีสมาชิกสามัญวิชาชีพรับรองอย่างน้อย 1 คน เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติและคุณวุฒิถูกต้องตามข้อบังคับของสมาคมแล้ว ให้นายทะเบียนนำใบสมัครเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร เพื่อพิจารณาว่าจะรับเข้าเป็นสมาชิกสมาคมหรือไม่ และเมื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใดให้นายทะเบียนเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

9. การลงทะเบียนเป็นสมาชิก ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ ให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคม ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน และสมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

10. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ตอบรับคำเชิญ

11. การขาดจากสมาชิกภาพ ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
11.1 ตาย

11.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหาร

11.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิกข้อใดข้อหนึ่งใน ข้อ ค.

11.4 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมหรือคณะกรรมการบริหาร มีมติให้ถอนชื่อออกจากทะเบียนสมาชิก เพราะ สมาชิกผู้นั้นประพฤติเสียหาย และนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม

11.5 สมาชิกผู้นั้นค้างชำระค่าบำรุงสมาคม หรือค้างชำระหนี้สินอื่นที่มีต่อสมาคม และยังคงเพิกเฉย ไม่ชำระ เงินที่คงค้าง หลังจากเหรัญญิกสมาคมได้มีหนังสือแจ้งขอให้ชำระเงินที่คงค้างแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และให้เวลาในการชำระเงินดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน และคณะกรรมการบริหาร มีมติให้ถอนชื่อ ออกจากทะเบียนสมาชิก

12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
12.1 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกนิติบุคคล สมาชิกสมทบ สมาชิกภาคี และสมาชิกกิตติมศักดิ์ มีดังนี้
( 1 ) มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
( 2 ) มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคม ต่อคณะกรรมการบริหาร
( 3 ) มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
( 4 ) มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
( 5 ) มีสิทธิ์ได้รับบริการของสมาคมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกำหนด
( 6 ) มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
( 7 ) มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
( 8 ) มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม

12.2 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสามัญ มีสิทธิและหน้าที่เหมือนกับในข้อ 12.1 ทุกประการ แต่มีสิทธิและหน้าที่เพิ่มขึ้น ดังต่อไปนี้
( 1 ) มีสิทธิได้รับสวัสดิการณ์ต่างๆ ที่สมาคมจัดให้มีขึ้น
( 2 ) มีสิทธิในการเสนอชื่อผู้ที่เห็นสมควรเป็นกรรมการบริหารสมาคม มีสิทธิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมและมีสิทธิ์ในการได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการบริหารสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
( 3 ) มีสิทธิร้องเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 5 คน ของสมาชิกสามัญร้องขอต่อกรรมการบริหารเพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
( 4 ) มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญ ร้องขอคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
( 5 ) มีหน้าที่เผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

3 คณะกรรมการบริหาร

13. คณะกรรมการบริหาร
13.1 คณะกรรมการบริหาร ต้องมาจากสมาชิกสามัญ และมีจำนวนอย่างน้อย 11 คน อย่างมากไม่เกิน
15 คน ประกอบด้วย
(1) นายกสมาคม
(2) อุปนายกอย่างน้อย 2 คน
(3) เลขาธิการ
(4) นายทะเบียน
(5) เหรัญญิก
(6) ประชาสัมพันธ์
(7) วิเทศสัมพันธ์
(8) กรรมการอื่นๆ ตามเห็นแต่สมควร

13.2 หน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร
(1) บริหารสมาคมให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสมาคม รักษาผลประโยชน์ของสมาคมและสมาชิก
ของสมาคม และรับผิดชอบในกิจการทั้งหมดรวมทั้งการเงินและทรัพย์สินของสมาคม
(2) จัดทำนโยบายและทำแผนพัฒนาของสมาคมทั้งในระยะสั้น ( 2 ปี) และระยะยาว ( 5 ปีขึ้นไป)
เพื่อความเจริญก้าวหน้าของสมาคม ตลอดจนปรับปรุงการบริหารของสมาคมให้สอดคล้องกับ
สถานการณ์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
(3) จัดทำโครงการและแผนปฏิบัติการในระยะ 2 ปี ที่เข้ามาทำการบริหารสมาคม โดยมีแผน
ประจำปีที่กำหนดแผนงานและโครงการพร้อมทั้งเป้าหมาย ตลอดจนกลยุทธในการที่จะทำให้
แผนปฏิบัติการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเอาไว้
(4) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามข้อบังคับ
(5) จัดประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญ
ทั้งหมดได้เสนอชื่อร้องขอให้จัดขึ้น โดยจะต้องจัดให้มีการประชุมดังกล่าวภายใน 30 วัน
นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
(6) จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และการดำเนินการต่างๆ ของ
สมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
(7) จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคมเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(8) มีหน้าที่อื่น ๆตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

13.3 หน้าที่ของกรรมการบริหาร
( 1 ) นายกสมาคม มีหน้าที่เป็นตัวแทนสมาคมและเป็นประธานคณะกรรมการบริหารในการบริหารสมาคมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้สมาคมเป็นที่รู้จักและยอมรับในสังคม
( 2 ) อุปนายกสมาคม มีหน้าที่ช่วยเหลือหรือเป็นตัวแทนนายกสมาคมในการบริหารสมาคม ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคม
( 3 ) เลขาธิการ มีหน้าที่จัดการบริหารสมาคมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของสมาคม และ
หรือเป็นไปตามนโยบายของกรรมการบริหาร โดยมีอำนาจในการจัดหา, แต่งตั้ง, สั่งการ และ
ธุรกรรมทุกชนิด เพื่อความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
( 4 ) นายทะเบียน มีหน้าที่รับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกสมาคม ลงทะเบียน สมาชิกของสมาคม และแก้ไขทะเบียนสมาชิกให้สอดคล้องกับสถานะและที่อยู่ที่เปลี่ยนไปของ สมาชิก ตลอดจนทำบัญชีทรัพย์สินอุปกรณ์และดูแลเอกสารของสมาคม
( 5 ) เหรัญญิก มีหน้าที่ดูแลการเงินการบัญชีของสมาคม จัดทำแผนการเงินบรรจุลงในแผนปฏิบัติการของคณะกรรมการบริหาร รวมทั้งดูแลผลประโยชน์ด้านการเงินของสมาคม
( 6 ) ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่หาข้อมูล และสรุปข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสมาคม รวมทั้งให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านสถาปัตยกรรมชุมชนเมืองต่อสมาชิกและประชาชนทั่วไป
( 7 ) วิเทศสัมพันธ์ มีหน้าที่ติดต่อ ประสานงานด้านการต่างประเทศ
( 8 ) กรรมการตำแหน่งอื่นๆ มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคม

13.4 การเลือกตั้งกรรมการบริหาร
( 1 ) คณะกรรมการชุดแรก ให้ผู้เริ่มจัดตั้งสมาคมและผู้ที่แสดงความจำนงค์ที่จะเป็นสมาชิกของสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วย นายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
( 2 ) คณะกรรมการชุดต่อๆ ไป ภายใน 60 วัน ก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร ให้คณะกรรมการบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานายกสมาคมโดยคัดเลือกจากสมาชิกสามัญ อย่างน้อย 5 คน
( 3 ) ให้คณะกรรมการสรรหานายกสมาคมดำเนิการขอให้สมาชิกสามัญแต่ละคนเสนอชื่อสมาชิกสามัญที่เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นกรรมการบริหารสมาคม จำนวน 5 คน และให้คณะกรรมการสรรหานายกสมาคมดำเนิการให้ผู้ที่ได้รับคะแนนการเสนอชื่อมากที่สุด จำนวน 30 คนแรก เลือกนายกสมาคมกันเอง โดยให้ดำเนินการจนถึงขั้นได้ผลการสรรหานายกสมาคมคนใหม่ ภายใน 45 วัน นับจากวันแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานายกสมาคม
( 4 ) เมื่อได้นายกสมาคมมาแล้ว ให้นายกสมาคมแต่งตั้งกรรมการบริหารสมาคมตามจำนวนที่
กำหนดไว้ในข้อบังคับภายใน 15 วัน โดยกรรมการบริหารซึ่งนายกสมาคมแต่งตั้งนี้จะต้อง
ประกอบด้วยสมาชิกสามัญที่ได้รับคะแนนการเสนอชื่อเป็นกรรมการบริหารมากที่สุด 30 คน
แรก ตามข้อ 13.4(3) อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง
( 5 ) คณะกรรมการบริหารจะมีหน้าที่เบื้องต้น คือ จัดทำนโยบายและแผนพัฒนาซึ่งประกอบด้วย
โครงการ แผนปฏิบัติการ วิธีการ และกลยุทธในการบริหารงาน โดยมีคณะกรรมการบริหารชุด
เดิมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ ทั้งนี้เพื่อให้มีการต่อเนื่องของนโยบายการพัฒนาระยะยาว
และให้นายกสมาคมคนใหม่แถลงนโยบายต่อสมาชิกในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีในปีที่
ครบวาระของคณะกรรมการบริหาร
( 6 ) ให้นายกสมาคมคนใหม่ยื่นจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยว
ข้องภายใน 7 วัน นับจากวันที่นายกสมาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารครบตามข้อบังคับ
( 7 ) ให้คณะกรรมการบริหารชุดเดิมส่งมอบงานให้แก่คณะกรรมการชุดใหม่ ภายใน 7 วัน นับจาก
วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ

14. วาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร
14.1 คณะกรรมการบริหารของสมาคม อยู่ในตำแหน่งได้วาระละ 2 ปี นับจากวันที่ได้รับจดทะเบียนจากทาง
ราชการ หากครบวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะ
กรรมการบริหารที่ครบวาระแล้ว รักษาการไปก่อนจนกว่าคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะได้รับจด
ทะเบียนจากทางราชการ

14.2 กรรมการบริหารอาจจะพ้นจากตำแหน่ง นอกเหนือจาการออกตามวาระในกรณีต่อไปนี้คือ
( 1 ) ตาย
( 2 ) ลาออก
( 3 ) ขาดคุณสมบัติสมาชิกข้อใดข้อหนึ่ง
( 4 ) ที่ประชุมใหญ่มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง

14.3 กรรมการบริหารที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อคณะกรรมการบริหาร และให้พ้น
จากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการบริหารมีมติให้ลาออก

14.4 ถ้านายกสมาคมต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าในกรณีใด ให้คณะกรรมการบริหารเลือกอุปนายกสมาคมคน
ใดคนหนึ่งขึ้นเป็นนายกสมาคมแทนภายใน 7 วัน แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียง
เท่ากับวาระของนายกสมาคมซึ่งตนดำรงตำแหน่งแทนเท่านั้น

14.5 ถ้ากรรมการบริหารตำแหน่งอื่นต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าในกรณีใด ให้นายกสมาคมแต่งตั้งสมาชิก
สามัญที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนภายใน 7 วัน แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้
เพียงเท่ากับวาระของผู้ที่ตนดำรงตำแหน่งแทนเท่านั้น

15. อำนาจของคณะกรรมการบริหาร
ในการบริหารกิจการของสมาคม ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจต่อไปนี้
15.1 ออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติตาม โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อ
บังคับฉบับนี้
15.2 แต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สมาคม
15.3 แต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา อนุกรรมการ และกรรมการอื่นๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ได้ โดย
ให้อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้ง
15.4 เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
15.5 บริหารกิจการของสมาคมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อ
บังคับกำหนดไว้

16. การประชุมคณะกรรมการบริหาร
16.1 คณะกรรมการบริหารจะต้องประชุมกัน เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคมอย่าง
น้อยเดือนละ 1 ครั้ง

16.2 การประชุมคณะกรรมการบริหารจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้ง
หมดตามข้อ 13.1 จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม สำหรับมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนั้น หากข้อ
บังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่หากคะแนนเสียงเท่ากันก็ไห้
ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

16.3 ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่
สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมเลือกกรรมการบริหารท่านใดท่านหนึ่งทำหน้าที่
เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

4 การประชุมใหญ่
17. การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2 ประเภทคือ
17.1 ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
17.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ

18. คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนสิงหาคมของ
ทุกๆ ปี

19. การประชุมใหญ่วิสามัญ เป็นการประชุมสมาชิกสมาคมซึ่งคณะกรรมการบริหารจัดขึ้นเมื่อเห็นว่ามีเรื่องสม
ควรเสนอสมาชิกสมาคมพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ หรือเมื่อมีสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ
สมาชิกสามัญทั้งหมด ร่วมกันลงนามในหนังสือถึงคณะกรรมการบริหารขอให้จัดประชุมขึ้น

20. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยระบุวัน เวลา สถานที่จัดประชุม ไว้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

21. การประชุมใหญ่สามัญประจำปต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
21.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
21.2 แถลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมา
21.3 นายกสมาคมแนะนำคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ และแถลงนโยบาย (เฉพาะในปีที่ครบวาระเปลี่ยน
แปลงคณะกรรมการบริหาร)
21.4 แต่งตั้งผู้สอบบัญชี
21.5 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

22. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่
น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมี
สมาชิกสามัญไม่ครบองค์ประชุมให้คณะกรรมการบริหารเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการ
ประชุมขึ้นภายใน14 วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ไม่ว่ามีสมาชิก
สามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่
เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ไม่ต้องจัดประชุมใหม่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

23. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่หากคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในที่ประชุมชี้ขาด

24. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกกรรมการบริหารท่านใดท่านหนึ่งที่มาร่วมประชุมทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมใหญ่คราวนั้น

5 การเงินและทรัพย์สิน
25. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร เงินสดของสมาคมถ้ามีให้
นำฝากไว้ในธนาคารทหารไทย สาขาสนามเสือป่า

26. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม ให้นายกสมาคม เหรัญญิก และเลขาธิการ จำนวน 2 ใน 3 ลงนาม
ร่วมกัน และประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

27. ให้นายกสมาคม มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 50,000.- บาท(ห้าหมื่นบาท) ถ้าเกินกว่า
นั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร

28. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 10,000.- บาท (หนึ่งหมื่นบาท) ถ้าเกินกว่า
จำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันที

29. ผู้ตรวจสอบบัญชีจะต้องไม่เป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับใบ
อนุญาต

30. ผู้ตรวจสอบบัญชี มีอำนาจที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากกรรมการบริหารและ
สามารถจะเชิญกรรมการบริหารหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของ
สมาคมได้

31. กรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่สมาคม จะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบบัญชีเมื่อได้รับการร้องขอ

6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
32. การแก้ไขข้อบังคับของสมาคมจะทำได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วม
ประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุมหรือดำเนินการตามข้อ 22
และมติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

33. การเลิกสมาคมจะทำได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมเท่านั้น ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

34. เมื่อสมาคมต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของสภาสถาปนิก หรือ นิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง หรือเพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่

7 บทเฉพาะกาล
35. ข้อบังคับฉบับนี้ให้เริ่มใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

36. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มก่อการทั้งหมดเป็น
สมาชิกสามัญ

ลงชื่อ เจตกำจร พรหมโยธี ผู้จัดทำข้อบังคับ
(นายเจตกำจร พรหมโยธี)

 



 

สมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย
THAI URBAN DESIGNERS ASSOCIATION

เลขที่ 33/1 ชั้น 4 ซอยหลังสวน ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทร.0-2252-7790 โทรสาร. 0-22528492 E-mail : info@tuda.or.th