News
รายการทัศนศึกษามหกรรมงานสถาปัตยกรรม ครั้งที่ 10 ของงาน VENICE BIENNALE
เมืองเวนีซ ประเทศอิตาลี
สมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย ได้จัดรายการทัศนศึกษาไปประเทศอิตาลี เพื่อชมมหกรรมงาน สถาปัตยกรรม (Architecture Exposition) ครั้งที่ 10 ของงาน VENICE BIENNALE ที่เมืองเวนีซ และชม เมืองเก่าที่สวยงาม อื่นๆ ของอิตาลี ระหว่างวันที่ 12-20 พฤศจิกายน 2549 นายวิชัย ตันตราธิวุฒิ กรรมการสมาคมฯ ฝ่ายวิเทศ สัมพันธ์ เป็นผู้จัดทัศนศึกษาครั้งนี้ สมาคมฯ ได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นวิทยากร กิตติมศักดิ์ ดร.สุเมธ เป็นสถาปนิกไทยคนเดียวที่เคยได้รับเชิญให้นำผลงาน ออกแบบสถาปัตยกรรม ไปร่วม แสดงในงาน VENICE BIENNALE เมื่อ พ.ศ. 2539 หลังจากนั้น ยังไม่มี สถาปนิกไทยที่มีผลงานไปร่วม แสดง ในงานนี้อีก
ประวัติของงาน VENICE BIENNALE
งาน VENICE BIENNALE ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) โดยเป็นงานแสดง ผล งานด้านจิตกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ดนตรี ของศิลปินอิตาเลี่ยน งานแสดงนี้มีขึ้นทุก 2 ปี จัดใน บริเวณที่เคยเป็นคลังแสงอาวุธและอู่จอดเรือของเกาะเวนีซที่สร้างในสมัยที่เมืองเวนีซมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและอำนาจทางทะเล บริเวณดังกล่าวเป็นกลุ่มอาคารเก่าชั้นเดียวคล้ายโกดัง กระจัด กระจาย อย่าง ต่อเนื่องใกล้ไปทางด้านท้ายของเกาะ ต่อมางาน VENICE BIENNALE ได้ขยายใหญ่จนกลายเป็น งาน แสดงศิลปะนานาชาติ และได้ผนวกการแสดงงานสถาปัตยกรรมเข้ามาในภายหลัง จนกระทั่งใน พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) การแสดงงานสถาปัตยกรรมได้แยกออกมาเป็นงานแสดงเฉพาะต่างหาก และได้ล้ำหน้างาน แสดงศิลปะแขนงอื่นๆ ปัจจุบันถือเป็นมหกรรมงานสถปัตยกรรมที่ใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผลงานที่จัดแสดงจะเน้นแนวความคิดใหม่ๆ ของสถาปนิกระดับแนวหน้าและรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง
งานมหกรรมสถาปัตยกรรม ครั้งที่ 10 ของ VENICE BIENNALE
หัวเรื่องของงานมหกรรมสถาปัตยกรรมครั้งนี้ ชื่อว่า เมือง สถาปัตยกรรม และสังคม (Cities, Architecture & Society) เป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมสถาปัตยกรรมของ VENICE BIENNALE เน้นเรื่องราวต่างๆ ของเมืองใหญ่และนครที่เกี่ยวข้องกับสถาปนิก นักออกแบบชุมชน และนักผังเมือง แทนที่จะเป็นเรื่องงานสถาปัตยกรรมดังที่เป็นมาในงานแสดง 9 ครั้งที่ผ่านมา เพราะคณะผู้จัดงานได้เล็งเห็นถึงปัญหาของเมืองและนครที่จะมีผลต่องานสถาปัตยกรรมและต่อสังคมในอนาคตที่ไม่ไกลนัก เมื่องาน VENICE BIENNALE ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 112 ปีก่อน ประชากรของโลกประมาณ 10 เปอร์ดซ็นต์อาศัยอยู่ในเมือง ในปีที่จัดงานนี้ (พ.ศ. 2549) ประชากรของโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองได้เพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ในอีก 44 ปี ข้างหน้า คือ พ.ศ. 2593 สหประชาชาติประมาณการว่าจะ มีประชากรของโลก ที่อาศัย อยู่ ในเมืองสูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าหนักใจของผู้บริหารเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะ ใน ประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งมีทรัพยากรจำกัด ปัญหาต่างๆ ของเมือง เช่น สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมทราม มลภาวะ ที่เพิ่มสูงขึ้น ที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ การคมนาคมที่ติดขัด บริการสังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น จึงจำ เป็น ที่ต้องมีการวางแผนการณ์ล่วงหน้า สถาปนิก นักออกแบบชุมชนเมือง นักผังเมือง จะต้อง เข้ามา มี บทบาท ในการคิดค้นแบบแผนอาคาร แผนผังชุมชนเมือง ผังเมือง ที่เหมาะกับสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมหาศาลของเมืองและนครขนาดใหญ่ในอนาคตของแต่ละแห่ง ซึ่งอาจ แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ผลงานที่นำมาแสดงในงานมหกรรม
มหกรรมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 10 กันยายน ถึง 19 พฤศจิกายน 2549 เป็นการนำเสนอเรื่องราว และปัญหาของเมืองใหญ่และนคร 16 แห่งใน 4 ทวีป คือ เซี่ยงไฮ้ บอมเบย์ และโตเกียว ในทวีปเอเชีย คาราคัส เม็กซิโกซิตี้ โปโกต้า เซาเปาโล ลอสแอนเจลีส และนิวยอร์ค ในทวีปอเมริกา โจฮันเนสเบิก ไคโร และอีสตันบูล ในทวีปอาฟริกาและแถบเมดิเตอเรเนียน ลอนดอน บาเซโลน่า เบอร์ลิน และมิลาน-ตูลิน ในทวีปยุโรป งานแสดงของนคร 16 แห่งนี้จัดในอาคารหลัก ที่เป็นอาคารสูงทรงจั่ว มีความยาวมาก โดยมีเสากลางสองต้นเรียงรายไปตลอดเรียกอาคารนี้ว่า CODERIE ภายในจัดแสดงอย่างสวยงามด้วย เทคนิค ที่ทันสมัย มีภาพถ่ายดาวเทียม ตัวเลขและตารางปรียบเทียบ วีดีทัศน์ ภาพถ่ายแสดงเรื่องราวต่างๆ ส่วนใน อาคารอื่นๆ มีผลงานที่นำมาแสดงจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งอาคารของประเทศต่างๆ ซึ่งมีการ แสดง งานของประเทศนั้นๆ มีการแสดงผลงานการศึกษาและวิจัยค้นคว้าจากสถาบันและมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น M.I.T. SENSEable City Laboratory, Royal College of Art, Domus, Architecture Foundation and MoMA โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ออสติน ได้นำเสนอผลงานการค้นคว้า ออกแบบฐานรากที่ ปรับตัว และยืดหยุ่นได้ (Resilient Foundation) สำหรับบริเวณที่เกิดน้ำท่วมหนัก จากกรณีของพายุเฮอริเคน KATRINA ที่ทำลายเมืองนิวออลีนส์เมื่อไม่นานมานี้ เป็นต้น มีผลงานการออกแบบผังชุมชนเมืองของสถาปนิกที่ลือชื่อ เช่น NORMAN, FOSTER, RICHARD ROGERS และผลงานการออกแบบเมืองใหม่ชื่อ VEMA และ MANTOVA ของอิตาลี โดยกลุ่มสถาปนิกนักออกแบบชุมชนและนักผังเมืองรุ่นใหม่อายุระหว่าง 30-40 ปี
ผู้อำนวยการจัดงานในครั้งนี้ คือ Richard Burdett เป็นศาสตราจารย์วิชา สถาปัตยกรรมและชุมชนเมือง ของ วิทยาลัยลอนดอนสกูลออฟอิโคโนมิคส์ ศาสตราจารย์ริชาร์ด มีทีมงานใหญ่ เพื่อจัดงานมหกรรม สถาปัตยกรรมของ VENICE BIENNALE ในแต่ละครั้งจะมีผู้อำนวยการจัดที่ไม่ซ้ำกัน โดยคัดเลือกผู้ที่เหมาะ สมกับหัวเรื่องที่จัดแสดง มีสถาปนิกเลื่องชื่อหลายคนเคยเป็นผู้อำนวยการจัดมาแล้ว เช่น Aldo Rossi เป็นต้น
คณะทัศนศึกษาของสมาคมฯ
คณะทัศนศึกษามีทั้งหมด 20 คน ได้เดินทางถึงเมืองเวนีซในบ่ายของวันที่ 12 พฤศจิกายน จากนั้น และได้เดินชมเมืองเวนีซ ในวันรุ่งขึ้นได้เข้าชมงานมหกรรมตลอดทั้งวันโดยเดินจากโรงแรมที่พักซึ่งตั้งอยู่ บริเวณริมอ่าวมีทิวทัศน์ที่สวยงามมากและไม่ไกลจากบริเวณจัดงาน VENICE BIENNALE ใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที ดร.สุมเธ ได้นำคณะเข้าชมส่วนแรกของงานในอาคาร COPERIE ตามที่ได้รายงานไว้ในตอนต้นแล้ว จากนั้นได้เข้าชมการแสดงผลงานโครงการสถปัตยกรรม แบบแผนผังชุมชนเมือง ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแบบแสดงและหุ่นจำลองประกอบอย่างครบถ้วน สังเกตได้ว่าแต่ละสำนักงานออกแบบ ได้ลงทุนทำแบบ เพื่อการแสดงงานครั้งนี้อย่างเต็มที่ โครงการที่จัดแสดงมีรายละเอียดและคำอธิบายประกอบมากมาย คณะของ เราไม่สามารถจะดูรายละเอียดได้ทั้งหมด เนื่องจาก มีงานนำมาแสดงจำนวนมากและคณะมีเวลาจำกัด อย่างไรก็ ตามทุกคนมีความประทับใจในผลงานและแนวความคิดใหม่ๆ ที่นำมาจัดแสดง
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันในร้านอาหาร ซึ่งมีหลายแบบให้เลือกในอาคารเก่าแล้ว คณะ ได้เดินชมงานต่อ บริเวณลานโล่งและสวนระหว่างอาคารเก่าต่างๆ นั้น สภาพและบรรยากาศ ยังคงได้รับการ เก็บรักษาเหมือนสมัยเก่าอยู่ มีงานประติมากรรมที่เกี่ยวกับความคิดด้านสถาปัตยกรรม และสิ่งแวดล้อมจัดแสดง อยู่เป็นแห่งๆ จากนั้นเป็นบริเวณที่ตั้งของอาคารแสดงงานของประเทศต่างๆ เช่น นอร์เวย์ เยอมานี รัสเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น สำหรับอิตาลีนั้น ปีนี้ได้เปิดอาคารใหม่ขนาดใหญ่ เพื่อแสดงงาน และความคิด ของสถาปนิกและนักออกแบบชุมชนเมืองของอิตาลีโดยเฉพาะ ในอาคารของเดนมาร์ก มีการแสดงแนวคิดงาน สถาปัตยกรรมเมืองใหม่ในเมืองโฉ่งจิงของประเทศจีน ที่ออกแบบโดยสถาปนิกเดนมาร์กร่วมกับสถาปนิกจีน เป้นรูปแบบอาคารที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่มากคล้ายรูปภูเขา อาคารหลายหลังตั้งอยู่อ่ามกลางเนินสวนขนาดใหญ่ โดยมีระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อระหว่างอาคาร เสมือนหนึ่งเป็นภูเขาหลายๆ ลูกในธรรมชาติที่มีผู้ คนอยู่ อาศัยจำนวนมากๆ ส่วนอาคารของญี่ปุ่นมีผลงานสถาปัตยกรรมที่แสดงความเรียบง่ายแบบแนวคิดตะวันออก ที่สามารถนำไปประยุกต์สร้างในนครขนาดใหญ่เช่นโตเกียว
บริเวณส่วนสุดท้ายของงานมีร้านหนังสือที่มีหนังสือ เอกสารและโปสเตอร์เกี่ยวกับงานมหกรรมนี้ และมีหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม การออกแบบชุมชนเมือง ผังเมืองจำหน่ายแก่ผู้เข้ามาชมงานนี้ เมื่อคณะ ทัศนศึกษาได้เดินมาถึงบริเวณร้านหนังสือ แสงอาทิตย์ก้เริ่มโพล้เพล้ คณะได้อยู่จนกระทั่งแสงอาทิตย์ลับไป จากนั้นจึงเดินกลับไปยังโรงแรมที่พัก โดยมีส่วนหนึ่งขอขึ้นเรือวาโปเรตโต้ (Vaporetto) ซึ่งเป็นเรือโดยสาร สาธารณะที่แล่นรับส่งในคลองใหญ่ (Grand Canal) ขอวเวนีซ กลับโรงแรมแทนการเดิน เพราะได้เดินมาแล้ว ตลอดทั้งวันระหว่างที่กลับโรงแรม ทุกคนได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศ ยามค่ำ ของอ่าว เมืองเวนีซ ซึ่งมีร้านค้า อยู่เรียงรายไปตามทางเดินและเรือกอนโดล่าที่จอดสงบนิ่ง กับเรือสำราญขนาดมหึมา ที่กำลังแล่นออก สู่ทะเล เพื่อไปยังจัดหมายอื่นต่อไป
ข้อคิดเห็นจากงาน VENICE BIENNALE
การเข้าชมมหกรรมงานสถาปัตยกรรมของ VENICE BIENNALE เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ที่จะได้เรียนรู้ถึงแนวความคิดและวิทยาการใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดหรือเกิดขึ้น แล้ว ในวงการสถาปัตยกรรมของโลก ในมหกรรมครั้งที่ 10 นี้ ได้เน้นเรื่อง ของ เมือง และสังคมในอันที่จะมีผล และอิทธิพลต่องานสถาปัตยกรรม จึงเป็นโอกาสอันดีที่สมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย ได้จัดทัศนศึกษา พาสมาชิกและผู้สนใจเข้าชมงานในครั้งนี้ ต่างพูดถึงความยิ่งใหญ่ของงาน และประโยชน์ที่ได้รับจากการ เข้าชมแม้จะใช้เวลาเพียงวันเดรยว หากจะดูงานทั้งหมดให้ละเอียด น่าจะใช้เวลา 3-4 วัน
เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีผลงานหรือส่วนร่วมจากประเทศไทยในมหกรรมครั้งนี้ สมาคมสถาปนิก ชุมชนเมืองไทยเป็นสมาคมวิชาชีพเดียวในสายงานการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมและผังเมือง ที่ได้จัด คณะไปชมงานนี้ สำหรับนิตยสารในด้านวิชาชีพนี้ในประเทศไทย มีเพียงนิตยสาร ART 4 D ที่ลงบทความเรื่อง มหกรรมนี้ในฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549
สมาคมฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเข้าไปมีส่วนร่วมในงาน VENICE BIENNALE ครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนแนวคิดและความรู้ของสมาชิก ทั้งสถาปนิกและนักออกแบบชุมชนของไทย กับผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกันจากนานาประเทศทั่วโลก ทั้งนี้สมาชิกของสมาคมฯ สามารถมีส่วน ร่วมสนับ สนุนการมีบทบาทในงานดังกล่าว สมาคมฯ จะรายงานความคืบหน้าให้สมาชิกได้ทราบต่อไป
|