Title Image

ประวัติสมาคม

ประวัติสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย

สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย เกิดจากการรวมตัวกันของสถาปนิกผังเมือง โดยผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมฯ ประกอบด้วย

1) ว่าที่ ร.ต. บุญจง สนธิทิม
2) คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช
3) นายเจตกำจร พรหมโยธี
4) นายเทอดเกียรติ ศักดิ์คำดวง และ
5) ดร.อุทิศ ขาวเธียร

ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 โดยพระราชบัญญัติสถาปัตยกรรมพุทธศักราช 2543 ภายใต้การกำกับดูแลของสภา สถาปนิก มี 4 สาขา ได้แก่ สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมผังเมือง สถาปัตยกรรมตกแต่งภายในและมัณฑนศิลป์ และภูมิสถาปัตยกรรม สมาคมฯได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสมาคมฯโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เดิมสมาคมฯ ใช้ชื่อว่าสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย สำนักงานที่ตั้งอยู่ที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช เป็นนายกสมาคมฯคนแรก ดร.อุทิศ ขาวเธียร เป็นอุปนายกสมาคมฯ และว่าที่ ร.ต. บุญจง สนธิทิม เป็นเลขาธิการสมาคมฯ

ต่อมาสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย และย้ายสำนักงานมาที่ อาคารสภาสถาปนิก เลขที่12 ถนนพระราม9 ซอย36 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทยเป็นสมาคมฯวิชาชีพที่มีประสบการณ์และความ เชี่ยวชาญด้านการออกแบบวางผังชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปัจจุบันสมาคมฯ มีสมาชิกทั้งหมดกว่า 600 คน ประกอบด้วย สมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาชิกสามัญ สมาชิกภาคี สมาชิกสมทบ สมาชิกนิติบุคคล และสมาชิกทั่วไป

สมาคมฯมีบทบาทหน้าที่กำกับ ควบคุมการประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับการวางผังเมือง เพื่อให้มีความปลอดภัยและเกิดประโยชน์สุขต่อสาธารณะ นอกจากนั้นยัง มีหน้าที่สนับสนุนทางวิชาการให้ความรู้ความคิดเห็นที่เกี่ยวเนื่องกับสถาปัตยกรรมผังเมือง Urban design การออกแบบชุมชน ให้กับหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชนและต่อสาธารณะชน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาเมือง และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ดังคำขวัญสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทยที่ว่า “สถาปนิกผังเมือง เราสร้างสรรค์พื้นที่เพื่อทุกคน”

วัตถุประสงค์

  1. วัตถุประสงค์ของสมาคม

    1.1 เพื่อสนองตอบตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติสถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองพุทธศักราช 2543
    1.2 เพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่น ความรักสามัคคี มีจรรยาบรรณ และจริยธรรม ในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง
    1.3 เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ พัฒนา วิทยาการ ความรู้ วิชาการและทักษะของสมาชิกเพื่อให้ประกอบวิชาชีพเป็นไปอย่างถูกต้อง
    1.4 เพื่อเผยแพร่ ให้บริการ และให้ความรู้ ข้อมูลและความเข้าใจเรื่องชุมชนเมือง ต่อสาธารณะชน และหน่วยราชการ
    1.5 เพื่อประสาน เสริมสร้าง ร่วมมือในกิจกรรม กับผู้ร่วมสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมอื่น ตามพระราชบัญญัติสภาสถาปนิก พุทธศักราช 2543

ข้อบังคับสมาคม

1. ความทั่วไป

  1. นามสมาคม สมาคมนี้มีนามว่า สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ย่อว่า ส ผ ม เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า THAI URBAN DESIGNERS ASSOCIATION ย่อว่า T U D A
  2. เครื่องหมาย เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูป การออกแบบสถาปัตยกรรมผังเมืองมีความหมายดังต่อไปนี้ ด้านบน ปรากฎชื่อภาษาไทย สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ด้านล่างปรากฎชื่อภาษาอังกฤษ THAI URBAN DESIGNERS ASSOCIATION เส้นตาราง หมายถึงโครงร่างของชุมชนหรือเมือง รูปกลุ่มอาคาร 3 มิติ หมายถึงการวังผังและออกแบบที่ครอบคลุมถึง 3 มิติ ยอดแหลมบนกลุ่มอาคาร หมายถึง ลักษณะไทยและวัฒนธรรมไทย วงกลม หมายถึงความเป็นสากล
  3. สำนักงาน สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ อาคารสภาสถาปนิก เลขที่ 12 ถนนพระราม 9 ซอย 36 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
  4. วัตถุประสงค์ของสมาคม
    • เพื่อสนองตอบตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติสถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองพุทธศักราช 2543
    • เพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่น ความรักสามัคคี มีจรรยาบรรณ และจริยธรรม ในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง
    • เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ พัฒนา วิทยาการ ความรู้ วิชาการและทักษะของสมาชิกเพื่อให้ประกอบวิชาชีพเป็นไปอย่างถูกต้อง
    • เพื่อเผยแพร่ ให้บริการ และให้ความรู้ ข้อมูลและความเข้าใจเรื่องชุมชนเมือง ต่อสาธารณะชน และหน่วยราชการ
    • เพื่อประสาน เสริมสร้าง ร่วมมือในกิจกรรม กับผู้ร่วมสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมอื่น ตามพระราชบัญญัติสภาสถาปนิก พุทธศักราช 2543

2. สมาชิก

5. ประเภทสมาชิก

5.1 สมาชิกสามัญแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

(1) สมาชิกสามัญ ประเภท ก ได้แก่

ก.ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองหรือการออกแบบชุมชนเมือง (Urban Design) หรือสาขาอื่นที่เทียบเท่าที่สภาสถาปนิกรับรองวุฒิการศึกษา

ข.ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปสาขาสถาปัตยกรรมหรือสาขาภูมิสถาปัตยกรรมและศึกษาต่อในสาขาผังเมือง (Urban Planning) หรือสาขาอื่นที่เทียบเท่าที่สภาสถาปนิกรับรองวุฒิการศึกษา

ค.ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองจากสภาสถาปนิก

(2) สมาชิกสามัญ ประเภท ข ได้แก่

ก.ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาสถาปัตยกรรม หรือสาขาภูมิสถาปัตยกรรมมประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมผังเมือง (Urban Design) และ หรือ ผังเมือง (Urban Planning) หรือในชื่ออื่นที่เทียบเท่ามีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย

ข.ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาการบริหารชุมชนเมือง (Urban Affairs) หรือในชื่ออื่นที่เทียบเท่ามีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง (Urban Design) และ หรือ ผังเมือง (Urban Planning) ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย

ค.ผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง (Urban Design) มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารของสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย

5.2  สมาชิกนิติบุคคล

ได้แก่ สมาชิกซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมประเภทนิติบุคคลจากสภาสถาปนิกแล้ว

5.3  สมาชิกสมทบ

ก.  ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาสถาปัตยกรรม สาขาภูมิสถาปัตยกรรม สาขาการบริหารชุมชนเมือง (Urban Affairs) หรือในชื่ออื่นที่เทียบเท่า

ข.  ผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง (Urban Design) มาเป็นเวลาน้อยกว่า 15 ปี และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารของสมาคม

ค.  ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป จากสาขาวิชา การผังเมือง

ง.  ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป จากสาขาอื่นที่มิใช่สถาปัตยกรรม แต่ทำการศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชา การผังเมือง

จ. ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป สาขาอื่นที่มิใช่สถาปัตยกรรม แต่ทำการปฏิบัติวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมผังเมือง หรือการผังเมือง มาน้อยกว่า 15 ปี

5.4  สมาชิกภาคี

ได้แก่ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรสถาปัตยกรรมผังเมือง ที่สภาสถาปนิกรับรอง ระดับปริญญาตรีตั้งแต่ปีที่ 3 ขึ้นไป หรือระดับปริญญาโทขึ้นไป

5.5  สมาชิกกิตติมศักดิ์

บุคคลหรือสถาบัน ที่มีชื่อเสียงและหรือมีคุณวุฒิ และประสบการณ์ในการศึกษาหรือการพัฒนาชุมชนเมืองมาแล้ว โดยการพิจารณาของกรรมการบริหาสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทยเชิญมาเป็นสมาชิก

5.6  สมาชิกทั่วไป

ได้แก่บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ ต้องการได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องสาธารณะ สิ่งแวดล้อม ทางกายภาพของชุมชน ชุมชนเมืองที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรมผังเมือง และต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ให้ความร่วมมือกับสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย เพื่อเสริมสร้างวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองให้ก้าวหน้า

6. คุณสมบัติของสมาชิก

บุคคลที่จะเข้าเป็นสมาชิกต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประเภทสมาชิก
  • เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
  • ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
  • ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารของสมาคมเห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสมาคม และต่อวิชาชีพ
  • ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือมีจิตฟั่นเฟือน

7. ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุง

  • สมาชิกสามัญ
    • จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ค่าบำรุงตลอดชีพ 2,000 บาท
  • สมาชิกนิติบุคคล
    •  จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ค่าบำรุงทุก 5 ปีจดทะเบียนนิติบุคคล 10,000 บาท
  • สมาชิกสมทบ
    • จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ไม่มีค่าบำรุงรายปี
  • สมาชิกภาคี
    • จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ไม่มีค่าบำรุงรายปี
  • สมาชิกกิตติมศักดิ์
    • มิต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงแต่อย่างใดทั้งสิ้น
  • สมาชิกทั่วไป
    • จะต้องเสียค่าสมัครและค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท ไม่มีค่าบำรุงรายปี

8. การเข้าเป็นสมาชิก

การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อนายทะเบียนโดยมีสมาชิกสามัญวิชาชีพรับรองอย่างน้อย 1 คน เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติและวุฒิถูกต้องตามข้อบังคับของสมาคมแล้ว  ให้นายทะเบียนนำใบสมัครเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาว่าจะรับเข้าเป็นสมาชิกสมาคมหรือไม่ และเมื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาการสมัครแล้วผลเป็นประการใดให้นายทะเบียนเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

9. การลงทะเบียนเป็นสมาชิก

ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ ให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคม ก็ให้สมัครนั้นชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน และสมาชิกภาพของผู้สมัครให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัคร ได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

10. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์

ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ตอบรับคำเชิญ

11. การขาดจากสมาชิกภาพ

ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

  • ตาย
  • ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหาร
  • ขาดคุณสมบัติสมาชิกข้อใดข้อหนึ่งใน ข้อ 6
  • ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมหรือคณะกรรมการบริหาร มีมติให้ถอนชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกเพราะสมาชิกผู้นั้นประพฤติเสียหาย และนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
  • สมาชิกผู้นั้นค้างชำระค่าบำรุงสมาคม หรือค้างชำระหนี้สินอื่นที่มีต่อสมาคมและยังคงเพิกเฉยไม่ชำระเงินที่คงค้างหลังจากเหรัญญิกสมาคมได้มีหนังสือแจ้งขอให้ชำระเงินที่คงค้างแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และให้เวลาในการชำระเงินดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน และคณะกรรมการบริหารมีมติให้ถอนชื่อออกจากทะเบียนสมาชิก

12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

  • สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกนิติบุคคล สมาชิกสมทบ สมาชิกภาคี และสมาชิกกิตติมศักดิ์ และสมาชิกทั่วไปมีดังนี้
    • มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
    • มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคม ต่อคณะกรรมการบริหาร
    • มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
    • มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
    • มีสิทธิได้รับบริการของสมาคมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกำหนด
    • มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
    • มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
    • มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม
  • สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสามัญมีสิทธิและหน้าที่เหมือนกับในข้อ 12.1 ทุกประการ แต่มีสิทธิและหน้าที่ เพิ่มขึ้น ดังต่อไปนี้
    • มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่สมาคมจัดให้มีขึ้น
    • มีสิทธิในการเสนอชื่อผู้ที่เห็นสมควรเป็นกรรมการบริหารสมาคมมีสิทธิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมและมีสิทธิ์ในการได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการบริหารสมาคมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
    • มีสิทธิร้องขอเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 5 คน ของสมาชิกสามัญร้องขอต่อกรรมการบริหารเพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
    • มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญ ร้องขอคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
    • มีหน้าที่เผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

3. คณะกรรมการสมาคม

ให้มีคณะกรรมการสมาคม 2 คณะ คณะที่หนึ่งคือคณะกรรมการบริหาร ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมคณะที่สองคือคณะกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการทั้งสองคณะได้มาจากการแต่งตั้งโดยนายกสมาคม

13. คณะกรรมการบริหาร

13.1 คณะกรรมการบริหาร ต้องมาจากสมาชิกสามัญ และมีจำนวนอย่างน้อย 11 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน ประกอบด้วย

(1) นายยกสมาคมคือผู้ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากอุปนายกรับเลือกเมื่อนายกสมาคมคนก่อนหมดวาระ

(2) อุปนายก

(ก) อุปนายกรับเลือก หรืออุปนายกคนที่ 1 คือผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาและดำรงตำแหน่งอุปนายกจนกระทั่งนายกสมาคมคนก่อนหมดวาระ จึงเลื่อนขึ้นรับตำแหน่งนายกสมาคมทั้งนี้ อุปนายกคนที่ 1 ต้องทำหน้าที่แทนนายกสมาคม หากนายกสมาคมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

(ข) อุปนายกฝ่าย มีฐานะเป็นกรรมการสมาคม และได้รับแต่งตั้งจากนายกสมาคมให้รับผิดชอบการดำเนินงานของสมาคมในฝ่ายต่างๆ ตามความจำเป็น

(3) เลขาธิการ

(4) นายทะเบียน

(5) เหรัญญิก

(6) ประชาสัมพันธ์

(7) กรรมการอื่นๆ นอกเหนือจากข้างต้น แต่ต้องมีจำนวนรวมกันแล้วไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับกำหนดไว้

13.2 หน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร

(1) บริหารสมาคมให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสมาคม รักษาผลประโยชน์ของสมาคมและสมาชิกของสมาคม และรับผิดชอบในกิจการทั้งหมดรวมทั้งการเงินและทรัพย์สินของสมาคม

(2) จัดทำนโยบายและแผนพัฒนาของสมาคมทั้งในระยะสั้น (2ปี) และระยะยาว (5ปีขึ้นไป)เพื่อความเจริญก้าวหน้าของสมาคมตลอดจนปรับปรุงการบริหารของสมาคมให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม

(3) จัดทำโครงการและแผนปฎิบัติการในระยะ 2 ปี ที่เข้ามาทำการบริหารสมาคม โดยมีแผนประจำปีที่กำหนดแผนงานและโครงการพร้อมทั้งเป้าหมาย ตลอดจนกลยุทธในการที่จะทำให้แผนปฏิบัติการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเอาไว้

(4) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามข้อบังคับ

(5) จัดประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดได้เสนอชื่อร้องขอให้จัดขึ้น โดยจะต้องจัดให้มีการประชุมดังกล่าวภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

(6) จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และการดำเนินการต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

(7) จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคมเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

(8) มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

13.3 หน้าที่ของกรรมการบริหาร

(1) นายกสมาคม มีหน้าที่เป็นตัวแทนสมาคมและเป็นประธานคณะกรรมการบริหารในการบริหารสมาคมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้สมาคมเป็นที่รู้จัก และยอมรับในสังคม

(2) อุปนายกสมาคม มีหน้าที่ช่วยเหลือหรือเป็นตัวแทนนายกสมาคมในการบริหารสมาคมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคม

(3) เลขาธิการ มีหน้าที่จัดการบริหารสมาคมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของสมาคม และหรือเป็นไปตามนโยบายของกรรมการบริหาร โดยมีอำนาจในการจัดหา แต่งตั้ง สั่งการและธุรกรรมทุกชนิด เพื่อความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว

(4) นายทะเบียน มีหน้าที่รับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่สมัครเป็นสมาชิก สมาคมลงทะเบียนสมาชิกของสมาคมและแก้ไขทะเบียนสมาชิกให้สอดคล้องกับสถานะและที่อยู่ที่เปลี่ยนไปของสมาชิก ตลอดจนทำบัญชีทรัพย์สินอุปกรณ์และดูแลเอกสารของสมาคม

(5) เหรัญญิก มีหน้าที่ดูแลการเงินการบัญชีของสมาคม จัดทำแผนการเงินบรรจุลงในแผนปฏิบัติการของคณะกรรมการบริหาร รวมทั้งดูแลผลประโยชน์ด้านการเงินของสมาคม

(6) ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่หาข้อมูล และสรุปข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสมาคม รวมทั้งให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านสถาปัตยกรรมชุมชนเมืองต่อสมาชิกและประชาชนทั่วไป

(7) กรรมการอื่นๆ มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคม

13.4 การได้มาซึ่งคณะกรรมการบริหาร

(1) คณะกรรมการบริหารชุดแรก ให้ผู้เริ่มจัดตั้งสมาคมและผู้ที่แสดงความจำนงที่จะเป็นสมาชิกของสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วย นายกสมาคม อุปนายกสมาคม และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ เมื่อคณะกรรมการบริหารชุดแรกครบวาระการดำรงตำแหน่งให้อุปนายกสมาคมคนที่ 1 เลื่อนขึ้นรับตำแหน่งนายกสมาคม และดำเนินการสรรหาอุปนายกสมาคมรับเลือกตามขบวนการสรรหาในข้อ 13.4(2) และ(3)

(2) คณะกรรมการบริหารชุดต่อๆ ไป ภายใน 60 วัน ก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร ให้คณะกรรมการบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอุปนายกสมาคมรับเลือกโดยคัดเลือกจากสมาชิกสามัญ อย่างน้อย 5 คน

(3) ให้คณะกรรมการสรรหาอุปนายกรับเลือกดำเนินการขอให้สมาชิกสามัญแต่ละคนเสนอชื่อสมาชิกสามัญที่เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นกรรมการบริหารสมาคม จำนวน 5 คน และให้คณะกรรมการสรรหาอุปนายกรับเลือก ดำเนินการให้ผู้ที่ได้รับคะแนนการเสนอชื่อมากที่สุดจำนวน 30 คนแรก เลือกอุปนายกรับเลือกกันเอง โดยให้ดำเนินการจนถึงขั้นได้ผลการสรรหาอุปนายกรับเลือกคนใหม่ ภายใน 45 วัน นับจากวันแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอุปนายกรับเลือก

(4) เมื่อได้อุปนายกรับเลือกคนใหม่มาแล้ว ให้อุปนายกรับเลือกคนเดิมเลื่อนขึ้นรับตำแหน่งนายกสมาคม

(5) ให้นายกสมาคมแต่งตั้งกรรมการบริหารสมาคมตามจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับภายใน 15 วันโดยกรรมการบริหารซึ่งนายกสมาคมแต่งตั้งนี้ จะต้องประกอบด้วยสมาชิกสามัญที่ได้รับคะแนนการเสนอชื่อเป็นกรรมการบริหารมากที่สุด 30 คนแรก ตามข้อ 13.4(3) อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง

(6) คณะกรรมการบริหารจะมีหน้าที่เบื้องต้น คือ จัดทำนโยบายและแผนพัฒนาซึ่งประกอบด้วย โครงการ แผนปฎิบัติการ วิธีการ และกลยุทธในการบริหารงาน โดยมีคณะกรรมการบริหารชุดเดิมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ ทั้งนี้เพื่อให้มีการต่อเนื่องของนโยบายการพัฒนาระยะยาว และให้นายกสมาคมใหม่แถลงนโยบาย ต่อสมาชิกในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีในปีที่ครบวาระของคณะกรรมการบริหาร

(7) ให้นายกสมาคมคนใหม่ยื่นจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน นับจากวันที่นายกสมาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารครบตามข้อบังคับ

(8) ให้คณะกรรมการบริหารชุดเดิมส่งมอบงานให้แก่คณะกรรมการชุดใหม่ ภายใน 7 วัน นับจากวันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ

14. วาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร

14.1 คณะกรรมการบริหารของสมาคม อยู่ในตำแหน่งได้วาระละ 2 ปี นับจากวันที่ได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ หากครบวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้
คณะกรรมการบริหารที่ครบวาระแล้ว รักษาการไปก่อนจนกว่าคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะได้รับการ
จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการบริหารที่ครบวาระแล้ว รักษาการไปก่อนจนกว่าคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ

14.2 กรรมการบริหารอาจจะพ้นจากตำแหน่ง นอกเหนือจากการออกตามวาระในกรณีต่อไปนี้ คือ

(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติสมาชิกข้อใดข้อหนึ่ง
(4) ที่ประชุมใหญ่มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง

14.3 กรรมการบริหารที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อคณะกรรมการบริหารและให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการบริหารมีมติให้ลาออก

14.4 ถ้านายกสมาคมต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าในกรณีใด ให้อุปนายกคนที่ 1 รักษาการเป็นนายกสมาคมแทนแต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากับวาระของนายกสมาคมซึ่งตนดำรง ตำแหน่งแทนเท่านั้น

14.5 ถ้ากรรมการบริหารตำแหน่งอื่นต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าในกรณีใด ให้นายกสมาคมแต่งตั้งสมาชิกสามัญที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนภายใน 7 วัน แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากับวาระของผู้ที่ตนดำรงตำแหน่งแทนเท่านั้น

15. อำนาจของคณะกรรมการบริหาร ในการบริหารกิจการของสมาคม ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจต่อไปนี้

15.1 ออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติตาม โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

15.2 แต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สมาคม

15.3 แต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา อนุกรรมการ และกรรมการอื่นๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ได้โดยให้อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้ง

15.4 เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญบริหารกิจการของสมาคมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ ข้อบังคับกำหนดไว้

16. การประชุมคณะกรรมการบริหาร

16.1 คณะกรรมการบริหารจะต้องประชุมกัน เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

16.2 การประชุมคณะกรรมการบริหารจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดตาม ข้อ 13.1 จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม สำหรับมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนั้น หากข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก

16.3 ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมเลือกกรรมการบริหารท่านใดท่านหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

17. คณะกรรมการที่ปรึกษา

17.1 คณะกรรมการที่ปรึกษา ต้องมาจากอดีตนายกสมาคม และหรืออดีตกรรมการบริหาร จำนวนอย่างน้อย 5 คน อย่างมากไม่เกิน 7 คน โดยหนึ่งคนต้องเป็นอดีตนายกสมาคมที่เพิ่งหมดวาระ

17.2 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษา

(1) ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่นายกสมาคม และคณะกรรมการบริหาร
(2) ดำเนินการในเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคม
(3) นอกจากจะต้องประชุมกันเองตามความจำเป็นแล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาจะต้องเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการบริหารทุกครั้งที่มีการประชุมแต่ไม่มีสิทธิ์ลงมติในที่ประชุม

17.3 วาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการที่ปรึกษา
คณะกรรมการที่ปรึกษาอยู่ในตำแหน่งได้วาระ 2 ปี ตามวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหาร

4. การประชุมใหญ่

18. การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2 ประเภทคือ

18.1 ประชุมใหญ่สามัญประจำปี

18.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ

19. คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนสิงหาคมของ ทุกปี

20. การประชุมใหญ่วิสามัญ เป็นการประชุมสมาชิกสมาคมซึ่งคณะกรรมการบริหารจัดขึ้นเมื่อเห็นว่ามีเรื่อง สมควรเสนอสมาชิกสมาคมพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ หรือเมื่อมีสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ สมาชิกสามัญทั้งหมด ร่วมกันลงนามในหนังสือถึงคณะกรรมการบริหารขอให้จัดประชุมขึ้น

21. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยระบุวัน เวลา สถานที่จัดประชุม ไว้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

22. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

22.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี

22.2 แถลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมา

22.3 นายกสมาคมแนะนำคณะกรรมการบริหารชุดใหม่และแถลงนโยบาย (เฉพาะในปีที่ครบวาระปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหาร)

22.4 แต่งตั้งผู้สอบบัญชี

22.5 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

23. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการบริหารเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ไม่ว่ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วม ประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการ ร้องขอของสมาชิก ไม่ต้องจัดประชุมใหม่ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

24. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็น เกณฑ์ แต่หากคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในที่ประชุมชี้ขาด

25. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกกรรมการบริหารท่านใดท่านหนึ่งที่มาร่วมประชุมทำหน้าที่เป็น ประธานในการประชุมใหญ่คราวนั้น

5. การเงินและทรัพย์สิน

การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคารในบัญชีของสมาคม

26. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม ให้นายกสมาคม เหรัญญิก และเลขาธิการ จำนวน 2 ใน 3 ลงนามร่วมกัน และประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

27. ให้นายกสมาคม มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 50,000.-บาท (ห้าหมื่นบาท) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร

28. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 30,000.-บาท (สามหมื่นบาท) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันที

29. ผู้ตรวจสอบบัญชีจะต้องไม่เป็นกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมและจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาต

30. ผู้ตรวจสอบบัญชี มีอำนาจที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากกรรมการบริหารและสามารถจะเชิญกรรมการบริหาร หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของสมาคมได้

31. กรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่สมาคม จะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบบัญชีเมื่อได้รับการร้องขอ

6. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

32. การแก้ไขข้อบังคับของสมาคมจะทำได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุมหรือดำเนินการตาม ข้อ 22 และมติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

33. การเลิกสมาคมจะทำได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมเท่านั้น ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของ กฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญ ที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญ ทั้งหมด

34. เมื่อสมาคมต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของสภาสถาปนิก หรือ นิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองและชุมชนเมือง หรือเพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่

7. บทเฉพาะกาล

35. ข้อบังคับฉบับนี้ให้เริ่มใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

36. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มก่อการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ

 

ลงชื่อ
(นายวิชัย ตันตราธิวุฒิ)
นายกสมาคมฯผู้จัดทำข้อบังคับ